เจาะลึกประสบการณ์เรียนต่อ Master of Clinical Embryology ที่ Monash University กับ “น้องเจีย”
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เรียนจบสายวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Medical Technology) หรือสนใจในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การเรียนต่อด้าน Clinical Embryology หรือ วิทยาศาสตร์การเลี้ยงตัวอ่อน ถือเป็นหนึ่งในสาขาเฉพาะทางที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก วันนี้เราจะพาทุกคนไปพูดคุยกับ “น้องเจีย” นักเรียนไทยที่บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อในหลักสูตร Graduate Diploma of Reproductive Science และ Master of Clinical Embryology ที่ Monash Medical Center ภายใต้ Monash University ประเทศออสเตรเลีย
💡 จุดเริ่มต้นจาก “ล่ามผู้มีบุตรยาก” สู่ “ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวอ่อน”
น้องเจียเล่าให้ฟังว่า เรียนจบปริญญาตรีด้านเทคนิคการแพทย์ (Medical Technology) จากมหาวิทยาลัยมหิดล แม้ว่าตอนเรียนจบจะไม่ได้ทำงานตรงสายทันที แต่โอกาสได้จับพลัดจับผลูไปทำงานเป็น “ล่ามแปลภาษาในศูนย์ผู้มีบุตรยาก”
จุดนี้เองที่ทำให้น้องเจียได้มีโอกาสสัมผัสกับห้องแล็บ และพูดคุยกับทีมนักวิทย์ผู้เลี้ยงตัวอ่อน จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจและมองเห็นโอกาสในการเติบโตทางสายอาชีพ เพราะสาขานี้นอกจากจะนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาต่อยอดได้สูงแล้ว ยังได้ดึงทักษะภาษาอังกฤษมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
🏥 เรียนที่ Monash Medical Center ดินแดนเฉพาะทางด้านการแพทย์
ความพิเศษของหลักสูตรนี้คือ นักศึกษาจะไม่ได้เรียนที่วิทยาเขตหลักอย่าง Clayton หรือ Caulfield เหมือนคณะทั่วไป แต่จะมาเรียนกันที่ Monash Medical Center ซึ่งที่นี่เปรียบเสมือนโรงพยาบาลย่อม ๆ และศูนย์วิจัยชั้นนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีชื่อเสียงโดดเด่นมากในเรื่องของ “การฝากครรภ์และดูแลทารก” ทำให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ภาคปฏิบัติและทฤษฎีในสายงานนี้โดยตรง
Note สำหรับผู้สนใจ: สาขาทางสายการแพทย์ พยาบาล หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพของที่นี่ จะมีเกณฑ์คะแนนภาษาอังกฤษค่อนข้างสูง (เช่น IELTS 7.0 ขึ้นไป) เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถสื่อสารและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🧠 รีวิวการเรียน 1 เทอมแรก: ระบบไทย VS ระบบออสเตรเลีย ต่างกันอย่างไร?
เมื่อถามถึงความยากง่ายในการเรียน น้องเจียแชร์ว่าระบบการศึกษาของที่นี่มีความแตกต่างจากตอนเรียนปริญญาตรีที่ไทยอย่างสิ้นเชิง
เน้น Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์ขั้นสูง): อาจารย์ที่ออสเตรเลียจะเน้นให้เด็กแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์เป็นหลัก
Critical Thinking ในมุมมองของน้องเจีย คืออะไร? เจียอธิบายสั้น ๆ ว่า “มันไม่ใช่แค่การจำนิยาม (Definition) ของคำศัพท์ แต่คือการที่เราสามารถนำสิ่งนั้นไปเชื่อมโยงและคิดรอบด้านกับสิ่งอื่น ๆ ได้”
งานเขียน Essay (เรียงความวิชาการ) เพียบ!: แตกต่างจากสายวิทย์ที่ไทยที่เน้นทำ Exercise หรือ Activity ในแล็บ แต่ที่ Monash นักศึกษาต้องส่ง Essay เยอะมากเพื่อประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์
ระดับความยาก (เต็ม 10): น้องเจียบอกขำ ๆ ว่า “ถ้าเมืองไทยให้ 6 ล้าน ความยากที่นี่เอาไป 7 ล้านเลยค่ะ!” ถึงจะยากและต้องปรับตัวเยอะในเรื่องระบบการเขียนและการวิเคราะห์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายและสามารถปรับตัว
🐨 การใช้ชีวิตในเมลเบิร์น มิตรภาพ และการปรับตัว
สำหรับใครที่กังวลเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) หรือการใช้ชีวิต น้องเจียช่วยยืนยันอีกเสียงว่า “เพื่อน ๆ และอาจารย์ที่นี่ดีมาก ๆ” ส่วนตัวยังไม่เคยเจอประสบการณ์แย่ ๆ เลย เรื่องหลัก ๆ ที่ต้องปรับตัวจะเป็นเรื่องของ “การกินอยู่” ที่ต้องหัดทำอาหารทานเองหรือจัดการตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการมาเรียนต่อต่างประเทศ
🎯 สรุปส่งท้าย
สาขา Master of Clinical Embryology ที่ Monash University ถือเป็นหลักสูตรระดับโลกที่ตอบโจทย์คนที่อยากทำงานในศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF Clinic) หรือนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) แม้ระบบการเรียนจะเน้นการคิดวิเคราะห์และงานเขียนที่หนักหน่วง แต่ผลลัพธ์และประสบการณ์ที่ได้คุ้มค่าแน่นอนครับ!
หากใครสนใจเรียนต่อในสาขาการแพทย์ หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ Monash University สามารถปรึกษาและติดต่อทีมงาน Education For Life Thailand (EFL) ได้เลย
CONTACT US
Education For Life
อาคารพญาไทพลาซ่า (BTS พญาไท ทางออก 1) ชั้น 31 (High Zone)
ถนนพญาไท เขตราชเทวี ทุ่งพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Mobile: 091-742-5900
Tel: 02-129-3527
Line ID: @EFLBKK
E-mail: info@eduforlife.net
Facebook: Education for Life Thailand
Instagram: Eduforlife.bkk
Tik Tok: Education For Life Thailand
YouTube: Education For Life Thailand
